วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ท่องคาถาให้ขลัง


ถาม : เรื่องเกี่ยวกับคาถาสมัยก่อน....?

ตอบ: สมัยนี้ก็ขลัง สำคัญว่าโยมทำจริงมั้ย ? เรื่องของเวทย์มนต์คาถามันเป็นบาทของอภิญญา คนจะทำอภิญญาต้องเป็นคนเด็ดขาด จริงจัง สม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อ สมัยนี้บอกให้ไปท่องคาถา หลวงพ่อท่านมีคาถาอยู่บท เรียกว่า คาถาเงินล้าน ถ้าหากว่าใครท่องจะรวย ท่านบอกว่าอย่างน้อยให้ท่อง ๗ จบ ๙ จบ โยมหลายคนมาบ่น บอกอยากจะรวย ถามว่ารู้จักคาถาเงินล้านมั้ย ? รู้...แล้วเคยท่องมั้ย ? เคย ท่องวันละกี่จบ ? หนึ่งจบ มันน่ารวยอยู่หรอก อาตมาบอกไปท่องไม่ต้องมาก วันละ ๑๐๘ หรือ ๓๐๐ จบก็ได้ เขาถามแล้วอาจารย์เคยท่องวันละกี่จบ ? บอกเคยท่องสูงสุดประมาณ ๑,๒๐๐ มันหมดวันซะก่อน คือท่องกันแบบเอาคุณภาพ ไปช้าๆ อย่ารีบ เหมือนกับกินข้าว ค่อยๆ เคี้ยวหน่อย เอาคุณภาพ ว่าไปเรื่อยๆ สบายๆ ใจไม่ต้องไปนึกอะไร คิดว่าเราทำเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ของที่ดีที่สุดที่ครูบาอาจารย์ให้มา หน้าที่ของเราคือท่องบ่นเป็นการรักษาไว้ ถ้าเราทำอย่างแบบนี้ จริงจัง สม่ำเสมอ ไประยะหนึ่ง ผลที่มันสะสมตัวมามันจะเริ่มเกิดมันก็จะส่งให้ จุดที่คาถาให้ผลจริงๆ ก็คือ กำลังใจของเราที่เป็นสมาธิ ยิ่งท่องเป็นสมาธิสูงเท่าไหร่ คาถายิ่งให้ผลมากเท่านั้น

สมัยก่อนเขาท่องกันจริงจังสม่ำเสมอ อาตมาเคยรู้จักอดีตโจรคนหนึ่ง แก่มากแล้ว เรียกแกว่า ลุง ถามว่าสมัยของลุงทำไมมันหนังเหนียวกันเยอะแท้ สมัยของพวกผมไม่เห็นได้อย่างลุงเลย บอกไอ้หนูลุงถึงจะเป็นโจร แต่ถ้าหากว่ารู้ตัวเมื่อไหร่ต้องรีบภาวนา เพราะเราไม่รู้ว่าเจ้าทรัพย์จะฆ่าเราหรือเปล่า ? ไม่รู้ว่าตำรวจจะยิงเราหรือเปล่า ? ว่างเมื่อไหร่ต้องภาวนา โอ้โห...ยิ่งกว่าพระอีก เพราะฉะนั้นเขาทำกันอย่างจริงจังสม่ำเสมอ และพวกนี้เขามีสัจจะ คำว่ามีสัจจะ อย่างโจรสมัยก่อนไปปล้น เขามีสัจจะอยู่ ถ้าหากว่าเป็นของที่เขาใช้อยู่จะไม่เอา เอาเฉพาะของที่เขาเก็บ เป็นของที่เขาเก็บก็จะไม่เอาหมด เอาครึ่งหนึ่ง เอาหนึ่งในสาม อะไรอย่างนี้ ถ้าหากเป็นของทำบุญนี่ จะไม่แตะต้องเลย

อาตมาอยู่นครปฐม มีโจรดังอยู่คนหนึ่ง คือ เสือผาด ทับสายทอง วันนั้นแกตั้งใจจะไปปล้นโรงสี ปักป้ายล่วงหน้าไว้ ๗ วัน ถึงวันนั้นฉันไปปล้นแน่ ถ้าอยากจะสบายๆ ก็เก็บเงินเก็บทองใส่กำปั่นรอไว้ ถึงเวลาไปหิ้วเสร็จ ก็จะไปเลย ไม่รบกวนอะไร ถ้าคิดจะสู้ ก็ไปหาคนมา ไปแจ้งตำรวจมาจะได้ฟัดกัน ปรากฏว่าเข้าไปถึงในงาน เถ้าแก่โรงสีกำลังบวชลูกชายอยู่ เสือผาดแทนที่จะได้สตางค์ ต้องควักตัวเองไป ๘๐๐ ไปให้เขา ถ้าทำบุญอยู่เขาไม่ยุ่งเลย แล้วอีกอย่างถ้าไปบ้านไหน เขาเคยให้ข้าวให้น้ำกิน เขาถือเป็นผู้มีบุญคุณ ให้อาหารเป็นการต่อชีวิต เขาจะไม่รบกวนบ้านนั้นอีกเลย

สมัยนี้ไม่มีหรอก มันปล้นกระทั่งพ่อแม่ตัวเอง ข่าวหนังสือพิมพ์ ดูหรือเปล่า มันเป็นสายให้เขาไปปล้น ให้เขาไปขโมยบ้านตัวเองก็มี ในเมื่อไม่มีความจริงจัง ความสม่ำเสมอ ขาดสัจจะ เรื่องเหล่านี้ทำไป ก็ไม่มีผล สมัยก่อนสัจจะเขามี ครูบาอาจารย์ห้ามอะไรเขาจะทำตามนั้น ห้ามด่าแม่คนอื่น ห้ามลอดราวผ้า ลอดใต้ถุนบ้าน เขาทำกันอย่างนั้นเลย

ปัจจุบันอาตมาก็เจอหลายคน เดินๆ ไป เห็นเขามองโน่นมองนี่ เลยถามว่าทำไม ? ระวังอยู่ กลัวจะไปลอดอะไรเข้า ถ้าอย่างนั้นเอ็งไม่ต้องเข้ากรุงเทพ เข้ากรุงเทพเมื่อไหร่ สะพานลอยเพียบ (หัวเราะ) เดี๋ยวมันก็ลอดจนได้ ทำให้จริง เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของคนจริง ต้องทำจริงจัง แล้วจะมีผล ส่วนใหญ่ไปทำๆ ทิ้งๆ ยังไม่ทันจะเกิดผลก็ท้อเสียก่อน

สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

แพ้


ฉันไม่เข้าใจนะ
ทำไมทุกคนต้องดิ้นรนทำงานหาเงินมากมาย
ทำไปเพื่ออะไรเหรอ

ทำงานมาก ๆ แล้ว (มีความสุขไม๊)
ได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว (มีความสุขไม๊)
สามารถไปยืนในจุดที่สูงสุดของชีวิตแล้ว (มีความสุขไม๊)

เชื่อฉันไม๊
ทุกครั้งที่คุณสามารถเอาชนะอุปสรรค
เพื่อให้ได้มาซึ่งที่คุณต้องการแล้ว
หรืออีกนัยหนึ่ง ความคุณสามารถสนองความอยากของคุณแล้ว
ทุกครั้งที่คุณได้มา
นิสัยของคุณจะเปลี่ยนไปทีละนิด
จะเปลี่ยนไปตามจำนวนความอยากของคุณ


จิตใจของคุณจะค่อย ๆ แคบลง,
เห็นแก่ตัวมากขึ้น,
และสามารถทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการ
โดยไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิด

เพราะในสายตาคุณมองเห็นแค่ชัยชนะ
โดยไม่สนใจหนทางที่ต้องเดินผ่านไป
เพื่อให้ถึงชัยชนะนั้น


สิ่งต่าง ๆ ที่อยากได้
พอตายไปจะเอาไปได้ไม๊
ถ้าพรุ่งนี้คุณต้องตาย
วันนี้คุณมีความสุขไม๊
วันนี้คุณทำดีที่สุดหรือยัง

หรือที่เราทำทุกวันนี้
เรายังต้องพ่ายแพ้อยู่เช่นเดิม
เพราะเรายังแพ้ใจของเราเองอยู่ตลอดเวลา
เราแพ้ความอยากภายในใจ
เราแพ้ความต้องการทางวัตถุ

ทุกวันนี้
"เราแพ้ทุกคน"


ถึงคุณยืนในจุดที่ประสบความสำเร็จ
คุณก็แพ้
เพราะคุณยังต้องดิ้นรนต่อไปเพื่อไม่ให้ใครมาแทนที่ที่คุณอยู่
จริงไม๊

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

กรรมเหนือหมอดู


กรรมเหนือหมอดู
คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ
โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก


ทำไมการพยากรณ์อดีตจึงแม่น พยากรณ์อนาคตไม่แม่น
ตอบ เพราะชีวิตคนมิได้ขึ้นอยู่กับโหราศาสตร์เป็นเงื่อนไขอย่างเดียว มันย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขปัจจัยอีกมากมาย อดีตนั้น "นิ่ง" แล้ว ไม่มีเงื่อนไขอะไรมาผลักดันให้เป็นอื่นได้ เพราะฉะนั้น การทำนายทายทักจึงมักจะตรง แต่ปัจจุบันและอนาคต มันยังเคลื่อนไหวเพราะเหตุปัจจัยอีกหลายอย่าง ยังไม่นิ่ง
เงื่อนไข ที่สำคัญที่สุดคือ "กรรม" (การกระทำ) ของคนๆ นั้นอง เขาทำทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีคละกันไป สิ่งเหล่านี้แหละมีแนวโน้มจะให้ผลในอนาคต ไม่ว่าดี หรือไม่ดี
พูด อีกนัยหนึ่ง เราเป็นผู้กำหนดอนาคตเราเอง ถ้าต้องการให้ชีวิตเป็นไปอย่างใด ก็ต้องสร้างเงื่อนไขที่ดีๆ ไว้ให้มาก แล้วอนาคตจะไปดีเอง ตรงข้ามถ้าสร้างแต่เงื่อนไขไม่ดี อนาคตก็เป็นไปตามนั้น

คนเราถ้าไม่ขวนขวายพยายาม
ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม
ก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของฟ้าดิน
แต่กรรมเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดอย่างแท้จริง
นั่นคือเราต้องสร้างอนาคตของเราเอง
คนที่พยายามพึ่งตัวเองด้วยการกระทำแต่ความดีถึงที่สุดแล้ว
ย่อมอยู่เหนือโชคชะตา

ถ้าใครคิดว่าชีวิตถูกลิขิตมาอย่างใดก็ย่อมเป็นอย่างนั้น แก้ไขไม่ได้เลย
ผู้นั้นถึงจะเป็นคนคงแก่เรียนเพียงใด
ก็นับว่าโง่อยู่นั้นเอง

เราคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า การเด็ดดอกไม้เพียงดอกเดียว สะเทือนไปถึงดวงดาว
มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เราตัดสินใจทำกรรมดีกรรมชั่วในตอนนี้ มันสะเทือนไปถึงปัจจุบันและอนาคตของเราด้วย
ด้วยเหตุนี้ หมอดูดังๆจำนวนมากมักทำนายเหตุการณ์ต่างๆผิดพลาด
เพราะเขารู้แต่พรหมลิขิตหรือแผนที่ชีวิตชุดเดิม พรหมลิขิตหรือแผนที่ชีวิตชุดใหม่เขาไม่รู้
แม้แต่พระอริยะเจ้า ท่านยังทำนายพรหมลิขิตหรือแผนที่ชีวิตชุดใหม่ไม่ได้เลย ท่านรู้เฉพาะพรหมลิขิตหรือแผนที่ชีวิตชุดเดิมเท่านั้น

1. หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
หลวงพ่อจรัญทำนายว่า.....อาตมาจะมรณภาพวันที่ 14 ตุลาคม 2521 เวลาเที่ยง 12.45 น.ด้วยอุบัติเหตุรถคว่ำคอหักตาย
นั่นคือพรหมลิขิตหรือแผนที่ชีวิตชุดเดิมของท่าน
เมื่อถึงเวลานั้น หลวงพ่อจรัญท่านก็เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ คอหักจริงๆ แต่ท่านไม่ตาย ด้วยเหตุที่ หลวงพ่อจรัญได้สำนึกบาปที่ฆ่าหักคอไก่จำนวนมาก และแผ่เมตตาให้ไก่เหล่านั้น ไก่เหล่านั้นเลยให้อภัย ท่านจึงแค่คอหัก แต่ไม่ตาย
นี่คือพรหมลิขิตหรือแผนที่ชีวิตชุดใหม่ของท่าน
วิเคราะห์
- หลวงพ่อจรัญมองเห็นกรรมเก่าที่จะให้ผล(ตามพรหมลิขิต/กฎแห่งกรรม)
- หลวงพ่อจรัญมองไม่เห็นกรรมใหม่ที่จะให้ผล ท่านทำกรรมใหม่ คือ สำนึกบาปที่ฆ่าหักคอไก่จำนวนมาก และแผ่เมตตาให้ไก่เหล่านั้น
- กรรมใหม่ส่งผลเปลี่ยนพรหมลิขิต กฎแห่งกรรมในอดีต จึงให้ผลไม่ได้เต็มกำลัง เพราะโดนวิบากกรรมดีในชาตินี้ช่วยไว้

2. พระสารีบุตร
ในครั้งพุทธกาล พระสารีบุตร และภิกษุอื่นๆ ต่างไม่ได้ให้พรเณรบวชใหม่คนหนึ่ง ให้มีอายุยืน เพราะวิบากกรรมของเขาต้องตาย ถึงฆาตแน่ พระสารีบุตรได้เล็งเห็นว่า เณรผู้นี้จะมรณะในอีก 7 วัน
ท่านจึงอนุญาตให้เณรกลับไปเยี่ยมบ้าน เพื่อโปรดบิดามารดา และญาติโยมทางบ้านเป็นครั้งสุดท้าย
นั่นคือพรหมลิขิตหรือแผนที่ชีวิตชุดเดิมของเณรบวชใหม่
เมื่อเพลาผ่านไปเจ็ดวัน เณรได้กลับมายังอารามเหมือนเดิม พระสารีบุตรเองแปลกใจว่า เพราะเหตุใดเณรคนนั้นไม่ตาย ท่านจึงได้สอบถามเณรว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างทางไปและกลับ เณรได้แถลงไขว่า ระหว่างทางที่ไปนั้น ได้พบปลาจำนวนหนึ่งตกคลักในหนองน้ำที่ใกล้แห้ง จึงได้เอาจีวรช้อนขึ้นมาไปปล่อยในแหล่งน้ำที่ใกล้ๆ
ด้วยญาณแห่งพระสารีบุตร ท่านก็ทราบได้ว่า ปลาเหล่านั้น คืออดีตเจ้ากรรมนายเวรของเณรผู้นั้นเอง และเมื่อเณรได้นำปลาไปปล่อยในแหล่งน้ำ เท่ากับว่าได้ทำบุญต่ออายุให้กับตัวเอง และเจ้ากรรมนายเวรนั้น จึงได้อโหสิกรรมให้เณร
นั่นคือพรหมลิขิตหรือแผนที่ชีวิตชุดใหม่ของเณรบวชใหม่
วิเคราะห์
- พระสารีบุตรมองเห็นกรรมเก่า(พรหมลิขิต/แผนที่ชีวิต)ที่จะให้ผลให้เณรคนหนึ่งตาย
- พระสารีบุตรมองไม่เห็นกรรมใหม่ ที่จะให้ผลให้เณรคนนั้นไม่ตาย ซึ่งเป็นตอนที่เณรคนนั้นเดินทางกลับบ้าน เณรไปปล่อยปลา ซึ่งเป็นการทำกรรมใหม่ ทำให้กรรมเก่าของเณรไม่ส่งผล

มีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่สามารถเห็นอนาคตที่ไม่เปลี่ยนแปลง

สรุป
กฎแห่งกรรมก็คือพรหมลิขิตนั่นเอง
แต่กฎแห่งกรรมบอกวิธีการแก้พรหมลิขิต
หรือ แก้แผนที่กฎแห่งกรรมในอดีตที่ส่งผลถึงปัจจุบันและอนาคตเอาไว้ด้วย
ถ้าเราทำตามพรหมลิขิต โดยไม่แก้ไขอะไรให้ดีขึ้น ก็เท่ากับเราไม่เข้าใจกฏแห่งกรรมอย่างแท้จริง

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

พระคาถานะจังงังมหาเมตตา

พระคาถานะจังงังมหาเมตตา

ตั้งนะโม 3 จบ
นะหลง นะไหล นะจับจิต นะจับใจ
พิสมัยในมหานะ ระจุติ ปฏิสนธิ บังเกิดเป็นนะ
อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ ติวัตตัพโพ
เอหิจิตตัง ปิยะมะมะ

พระคาถานะจังงังมหาเมตตา บทนี้ต้องจุดธูป 9 ดอกขณะท่องคาถา เเล้วเสกเป่าใส่เครื่องแป้งหอมนำมาผัดหน้าทาตัวเพื่อให้เป็นมงคล เพื่อให้ดลบันดาลด้านเสน่เมตตา ให้คนรักคนหลง ให้คนนิยมชมชอบในยามเเรกเห็น หรือจะใช้ พระคาถานะจังงังมหาเมตตา เสกใส่น้ำ ใส่ขนมหวาน ให้คนที่หมายปองดื่มกิน ก็ดีนัก

พระคาถามหาละลวย(ฉบับขุนแผน)

พระคาถามหาละลวย(ฉบับขุนแผน)

ตั้งนะโม 3 จบ
โอม ละลวย มหาละลวย ชายเห็นชายงวย หญิงเห็นหญิงหลง
มึงเห็นหน้ากูก็ให้งวยงงหลงใจรัก จะ ภะ กะ สะ
ทั้งฝูงชนมาพะวักพะวงหลงรักใคร่ จะ ภะ กะ สะ
กูจะมารำลึกถึง เจ้าไทยก็ลืมสวาทรัก จะ ภะ กะ สะ
กูจะคิดสาวแท้ๆ ก็มาลืมทั้งแม่ทั้งพ่อ จะ ภะ กะ สะ
พะวักภวังค์ให้จิตมันคลุ้มคลั่งตะลึงหลง จะ ภะ กะ สะ
โอมพระพายเจ้าเอ๋ย จงชักนำอีนั่นมา จะภะกะสะ
หาละลวยงวยงงจงใจรักกูแห่งกู จะ ภะ กะ สะ
ช้างอยู่ในป่าหลงรักกู กูก็มาลืมลม จะ ภะ กะ สะ
ผมอยู่ในหัวก็มาลืมเกล้า จะ ภะ กะ สะ
ข้าวอยู่ในคอก็มาลืมกลืน สะอึกสะอื้นมาหากู จะ ภะ กะ สะ
คิดถึงกูทนอยู่มิได้ อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ
อาคัจฉาหิ อาคัจฉายะ

พระคาถามหาละลวย ฉบับขุนแผน
เรื่องพระคาถาแต่ละบทก็มีครูควรระลึกถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาทุกครั้ง และสิ่งที่ไม่ควรทำสำหรับคนที่คิดจะชอบทางนี้ ที่สำคัญมากๆก็คือ
1. ไม่ผิดลูกผิดเมียใคร
2. เมื่อได้เขาแล้วต้องเลี้ยงดูห้ามทิ้งขว้าง
3.ประพฤติดี
สามข้อนี้สำคัญ หากฝืนไม่ปฏิบัติต่อให้มีของดี วิชาดี อย่างไร พุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ก็ไม่อาจคุ้มครองได้ ก่อนออกจากบ้านเสกแป้งผัดหน้า แสกผมหวีเป็นมหาเสน่ห์

พระคาถามหาจินดามนต์

พระคาถามหาจินดามนต์

ตั้งนะโม 3 จบ
ติวาคะ ภะโธพุท นังสานุส มะวะเท ถาสัตถิ ระสามะ ทัมสะริ
ปุโรตะ นุตอะทู วิกะโล โตคะสุ โนปันสัม นะระจะ ชาวิชโธ
พุธสัมมา สัมหังระ อะวาคะ ภะโสปิ ติอิ

พระคาถามหาจินดามนต์ บทนี้ ไม่จำกัดวิธีใช้ ถ้าหากว่าเราจะต้องการใช้ในทางใด ก็ให้ใจมุ่งมั่น อาราธนาพระคาถาจินดามนต์นี้ ก็จะช่วยได้ทุกๆทางอย่างสารพัด เมื่อครั้งขุนแผนถูกจำคุก ก็ใช้พระคาถามหาจินดามนต์บทนี้ สะเดาะโซ่ตรวนออกมาได้และยังใช้ในการสะเดาะกุญแจ และอื่น ๆ ได้ทุกอย่างสารพัดจะใช้ พระคาถามหาจินดามนต์

พระคาถาข่มศัตรู

พระคาถาข่มศัตรู

ตั้งนะโม 3 จบ
ตะโต โพธิสัตโต ราชะสิงโหวะมหิทธิโก
อะระหัง ตะมัตทังปะกาเสนโต
ราชะสิงโห สัตถาอาหะ นะโมพุทธายะ นะมามิสุคะตังชินัง

พระคาถาข่มศัตรู ท่องพระคาถาข่มศัตรู เพื่อให้ตัวเรามีอำนาจที่เหนือกว่าศัตรูที่คิดร้ายเรา ใช้บริกรรมเมื่อจะต้องไปเจอศัตรู จะทำให้ศัตรูเกรงกลัว - ท่อง ๓ จบแล้วกระทืบเท้าดังๆ ก่อนออกจากบ้านเหมือนกับพิธีตัดไม้ข่มนาม